UDDTODAY - ชุมชนคนเสื้อแดงรักประชาธิปไตย

นายธนาคูล  ทวีวัฒน์

รู้ทันกลโกงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ “ประกันรายได้เกษตรกร”

รัฐบาลอภิสิทธิ์ ออกโครงการประกันรายได้ของเกษตรกร มาแทนที่โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทยรักไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี วันพุธที่ 23 กันยายน 2552 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการประกันรายได้ (ประกันราคาข้าวเปลือก) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2552/53 เพิ่มเติม และการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล โดยอิงกลไกตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2552 ในส่วนของราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกร กำหนดปริมาณและราคาประกันรายได้เกษตรกรต่อครัวเรือน ณ ความชื้นไม่เกิน 15% ดังนี้
ชนิดข้าว ราคาประกันรายได้ (บาท/ตัน) ครัวเรือนละไม่เกิน (ตัน)
ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,300 14
(รวม กข.15)
ข้าวเปลือกหอมจังหวัด 14,300 16
ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 25
ข้าวเปลือกปทุมธานี 10,000 25
ข้าวเปลือกเหนียว 9,500 16
ทั้งนี้ ในพื้นที่ที่สามารถปลูกข้าวได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง ให้เกษตรกรได้รับการประกันรายได้ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง เท่านั้น


ดูผิวเผินแล้วดูเหมือนว่า รัฐบาลได้ให้การช่วยเหลือแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำให้แก่เกษตรกร แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ดีดี จะพบเห็นช่องว่างการทุจริตโกงกินเงินของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กับพ่อค้าคนกลาง ,โรงสี และผู้ประกอบการส่งออกข้าว อย่างชัดเจน หลักฐานยืนยันชัดเจนข้อนึงก็คือ “การที่ราคาข้าวสารในท้องตลาดมีราคาสูงจนผิดปกติ แต่ราคาข้าวเปลือกที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อจากเกษตรกรชาวนานั้นกลับมีราคาต่ำจนผิดปกติ” ซึ่งนี่เป็นการฮั้วราคาข้าวระหว่างรัฐบาลกับพ่อค้าคนกลาง เพื่อที่ว่าจะได้มีการตักตวงผลประโยชน์เข้ากระเป๋าใครบางคนในรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น

ราคาข้าวเปลือกเจ้า ราคาประกันอยู่ที่ตันละ 10,000 บาท รัฐบาลต้องการผลประโยชน์จากราคาประกัน 1,500 บาทต่อตัน ก็ให้พ่อค้าคนกลางรับซื้อในราคา 8,500 บาท ในเมื่อมีเงื่อนไขที่พ่อค้าคนกลางต้องจ่ายให้รัฐบาล พ่อค้าก็ขอผลประโยชน์ในส่วนของตนบ้าง 1,500 บาท ที่ต้องหาทางทุจริตเงินให้รัฐ ดังนั้นราคารับซื้อข้าวเปลือกจึงออกมาในราคา 7,000 บาท เกษตรกรชาวนาที่ลงทะเบียนกับรัฐ ก็ต้องไปขอเพิ่มเงินส่วนต่างจากรัฐผ่าน ธ.ก.ส.อีก 3,000 บาท และเงินจำนวนนี้ก็คือเงินภาษีของประชาชน และนี่คือ “สูตรสำเร็จที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำอยู่ เป็นการทุจริตโกงกิน แต่เอาเรื่องความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนามาบังปกปิดไว้ แต่สร้างภาพให้ผู้คนเห็นว่า เป็นรัฐบาลที่ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่เนื้อในแล้วนโยบายแต่ละอย่างล้วนคัดกรองกันมาอย่างดี ซ่อนเร้นวิธีการทุจริตโกงกินกันอย่างแนบเนียน” นี่หรือที่เรียกว่า “รัฐบาลใจซื่อมือสะอาด”

และอีกหนึ่งเหตุผลที่ชัดเจน ก็คือ “โครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลไทยรักไทยนั้น เกษตรกรชาวนาต้องนำข้าวมาจำนำจริง มีการตรวจรับ ตรวจสอบชัดเจน" ส่วนการขายขาดทุนในปี 2552 นี้ มาจากตัวผู้บริหารรัฐบาลอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเองที่คอยขัดแข้งขัดขา การนำข้าวออกประมูลของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้รัฐบาลเสียหายขาดทุนมากมาย ซึ่งถ้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ทำงานเป็น ทำมาค้าขายเป็น บริหารงานเป็น ไม่มัวแต่ขัดแข้งขัดขากันเอง นำข้าวออกประมูลถูกจังหวะ ถูกเวลาไม่แน่อาจได้กำไรเหมือนรัฐบาลก่อนที่เขาทำกันมาแล้วก็ได้ แต่โครงการประกันรายได้เกษตรกรนี้ ดูเหมือนจะดี แต่เราจะเห็นว่า รัฐบาลอ้างแต่ว่าไม่ได้มีหน้าที่ซื้อขายข้าวบ้าง,การซื้อขายข้าวทำให้กลไกราคาของตลาดเสียหายบ้าง รัฐบาลเลยปล่อยให้เอกชนพ่อค้าคนกลางเข้าไปดำเนินการเอง ดังนั้นรัฐบาลก็เลยเอาเงินไปใส่ไว้ให้เสียเลย เพื่อที่ว่าจะได้ให้พ่อค้าคนกลางกดราคาเสียเลย พ่อค้าคนกลางจะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แล้วนำไปขายในราคาแพงๆ แล้วรัฐบาลก็เข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์จากพ่อค้าคนกลาง โดยเอาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนามาบังหน้า

ส่งให้คนอื่น

Reply to This ตอบข้อความนี้

ตอบกระทู้นี้

คงต้องฝากพรรคเพื่อไทย ติดตามการทำงานของรัฐบาลด้วย แต่ละโครงการของรัฐบาลนี้ประชาชนและพรรคฝ่ายค้านต้องช่วยกันจับตาและตรวจสอบกันให้ดี
"โกงกินได้เนียนจริง ๆ " มิน่าราคาข้าวเปลือกถึงถูกมาก แต่ข้าวสารแพง " รัฐบาลนายกทักษิณชาวนาขายข้าวได้ราคา ช่วยเหลือชาวนาจริง ๆถึงซื้อใจชาวนาพี่น้องเกษตรกรได้ ประชาชนถึงรัก แต่รัฐบาลนี้ออกโฆษณาทุกวี่ทุกวันว่าช่วยเหลือชาวนา แต่ความจริงเป็นอย่างไรทุกคนเห็น ขอบอกรัฐบาลนี้ว่า" ประชาชนหูไม่หนวก ตาไม่บอด และสมองก็มีรอยหยักด้วย " คงไม่ต้องสงสัยนะว่าแล้วทำไมพี่น้องประชาชนถึงเกลียดรัฐบาลชุดนี้

Reply to This ตอบข้อความนี้

รัฐบาลแน่ใจหรือว่าให้เกษตรกรมาลงทะเบียนเพื่อให้การช่วยเหลือ (ไม่มีสิ่งใดแอบแฝง) ชาวนาเดือดร้อนจนป่านนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ เลือกตั้งคราวหน้าประชาชนไม่ต้องคิดมากเลย

Reply to This ตอบข้อความนี้

การใช้วิธีประกันราคาข้าว ด้วยการที่รัฐบาลจ่ายส่วนต่างของราคาประกัน กับราคาที่ชาวนาขายได้จริงนั้น มีโอกาสที่จะทุจริตได้หลายระลอก นอกจากที่คุณธนาคูล กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีส่วนที่จะทุจริตได้ และส่วนที่จะทำให้ประเทศเสียหายรวมถึงส่วนที่แสดงให้เห็นกึ๋นของรัฐบาลอภิสิทธิ์แห่งประชาธิปัตย์และ รัฐบาลนายกทักษิณของไทยรักไทย (เพื่อไทย) ขอกล่าวรวมกับของคุณธนาคูลไปพร้อมกันเลย

1. การประกันราคาโดยจ่ายส่วนต่าง หากพ่อค้าคนกลางและรัฐบาลฮั้วกัน โดยประชาธิปัตย์อยากได้เงินฟรี ๆ ตันละ 1,500 บาท พ่อค้าคนกลางอยากได้ 1,500 บาท รวมกันเป็น 3,000 บาท ถ้าราคาอ้างอิงอยู่ที่ 10,000 บาท ราคาอ้างอิง เมื่อพ่อค้พ่อค้าคนกลางก็จะไปบีบซื้อข้าวจากชาวนาในราคา 7,000 บาท ส่วนอีก 3,000 บาท รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อเป็นการประกันราคาให้ชาวนาได้เงินครบตามาคนกลางนำข้าวไปขายในราคาอ้างอิงตันละ 10,000 บาท ก็จะได้กำไรเฉพาะค่าร่วมกับประชาธิปัตย์ทุจริตไปฝ่ายละ 1,500 บาท รวม 3,000 บาท ซึ่งนั่นเป็นเงินงบประมาณของประเทศที่บอกว่าไปจ่ายประกันราคาข้าวให้ชาวนา แต่ความเป็นจริงเงินนี้ย้อนกลับมาหาพ่อค้าและประชาธิปัตย์ ทั้งที่ความจริงพ่อค้าควรจ่ายเต็มในราคา 10,000 บาท เพราะเป็นราคาตลาดที่ซื้อขายกัน รัฐไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินใด ๆ เลย

2. หากพ่อค้ากับชาวนาร่วมกันทุจริต (ชาวนาปลอมก็มี) โดยทำใบรับซื้อเกินจริง เช่น รับซื้อไว้ 30 ตัน แต่ทำใบแจ้งไป 40 ตัน สมมติราคาและเงื่อนไขเท่าข้อ 1 ชาวนาปลอมก็ไปเบิกจากรัฐเท่ากับ 40 x 3,000 = 120,000 บาท แทนที่จะเบิกจากรัฐ 30 ตัน เป็นเงิน 90,000 บาท แล้วชาวนาปลอมกับพ่อค้าก็เอาเงินที่ชาวนาปลอมเบิกได้ไปแบ่งกันคนละครึ่งหรือจะหกสิบสี่สิบอะไรก็แล้วแต่ เสียเงินภาษีประชาชนฟรีเพิ่มไปอีก

3. พ่อค้า ชาวนา และรัฐบาลร่วมมือกันทุจริต ฮั้วกันฝ่ายละ 1,500 บาท รวม 3 ฝ่าย เป็นเงิน 4,500 บาท ดังนั้นพ่อค้าก็ไปรับซื้อจากชาวนาในราคาตันละ 5,500 บาท เพื่อให้ชาวนาไปเบิกเงินประกันจากรัฐเพิ่มอีกตันละ 4,500 บาท แล้วก็ไปแบ่งกัน 3 ฝ่าย ประเทศก็จะต้องจ่ายเงินภาษีของประชาชนให้คนโกงเหล่านี้กินฟรี ๆ ในขณะที่ไม่มีเงินไปพัฒนาด้านอื่น

4. จะพบว่าการประกันราคานี้ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะร่วมทุจริตกันบ้างก็ตาม แต่สามารถทำให้ยอดเงินที่ต้องจ่ายค่าประกันราคาข้าวสูงเท่าไหร่ก็ได้ตามต้องการ พ่อค้าร่วมกับชาวนาก็แจ้งยอดหลาย ๆ ตัน รัฐร่วมกับพ่อค้าก็กดราคารับซื้อให้ต่ำเท่าที่ตนเองอยากได้เงินส่วนต่าง รัฐร่วมกับพ่อค้าและชาวนาหรือเกษตรกรจะแจ้งยอดกี่ตัน จะกดราคารับซื้อเท่าไหร่ก็ตามสบายใจของแต่ละฝ่ายจะตกลงกัน

5. การประกันราคานี้จะเป็นการที่รัฐจ่ายเงินงบประมาณ (เงินภาษี) ออกไปเฉย ๆ โดยไม่ได้มีรายได้หรือผลประโยช่น์ใด ๆ กลับคืนเข้ารัฐเลย มิหนำซ้ำเงินนี้ยังเป็นเงินที่กู้มา จึงทำให้ประเทศติดลบเป็นจำนวนมาก ยิ่งมีการทุจริตยอดเงินที่ไปเบิกเป็นค่าประกันส่วนต่างยิ่งมากตามไปด้วย ราวกับว่าจะโกงเท่าไหร่ก็ได้ แล้วประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

6. ถ้ารัฐกับพ่อค้าร่วมกันทำราคาอ้างอิงไม่ตรงตามความเป็นจริง ทำให้พ่อค้าขายข้าวได้ในราคาสูงลิ่ว พ่อค้าก็จะได้กำไรไปอีกในส่วนที่เกินจากราคาอ้างอิง

7. รัฐไม่ได้รับข้าวจากชาวนามาไว้เพราะเป็นการประกันราคา (จ่ายเงินเฉย ๆ ) ไม่ใช่การจำนำ หากเป็นการจำนำข้าวรัฐบาลจะมีข้าวอยู่ในมือจะขายเมื่อไหร่ก็ได้เงินคืนเข้ามาเท่ากับที่จ่ายไปหรือหากค้าขายเป็นก็จะได้กำไรมหาศาลเหมือนสมัยนายกทักษิณ การจ่ายเงินเช่าโกดังหรือที่เก็บนั้นไม่ได้ทำให้สิ้นเปลืองแต่ทำให้มีข้าวเก็บไว้ขายทำกำไรและสร้างรายได้กลับคืนให้รัฐ และเชื่อแน่ว่างบประมาณที่จ่ายค่าประกันราคาสินค้าเกษตรจะต้องสูงกว่าสมัยที่รับจำนำอย่างแน่นอน เพียงแต่เป็นการจ่ายไปอย่างติดลบ และไม่มีสินค้าเกษตรมาให้รัฐได้เก็บไว้ในมือเหมือนเช่นการรับจำนำเลย แล้วจะให้ประชาชนเจ้าของภาษีอยู่เฉย ๆ ได้หรือ

8. นี่คือตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึง ความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา และความมีวิสัยทัศน์ ของนายกทักษิณ ที่ทำให้ชาวนาได้รายได้ดีจากการที่รัฐบาลรับจำนำสินค้าเกษตร และรัฐบาลก็มีรายได้ดีจากการขายสินค้าเกษตรที่มีอยู่ในมือ ดังนั้นในยุคของท่านจึงมีเงินเก็บในคลังมากมาย ทำให้บางคนตาลุกอยากได้ จนต้องขับไล่ท่านออกจากตำแหน่ง และเป็นการยืนยันว่าการบริหารงานของท่านนำประเทศไปสู่ความเจริญอย่างที่ผ่านมา

แต่เมื่อเทียบกับการบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ มีแต่นำเงินออกไปกินกันเองเฉย ๆ ไม่ได้หวนกลับเข้าประเทศเพื่อช่วยเหลือประชาชน มีแต่สร้างหนี้ให้ประชาชนชดใช้

ดังนั้นใครที่สนับสนุนประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ ก็คือ คนที่มุ่งทำลายชาติ ทำลายประชาชน นั่นเอง

เป็นอย่างไรบ้าง ท่านดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ออกมาสน้บสนุนให้ประกันราคา ประเทศจะประหยัดเงินค่าเช่าโกดังเป็นการประหยัดงบประมาณให้ประเทศ ลองให้เด็ก ๆ หน้าห้องคิดคำนวณดูซิว่าวิธีคิดของท่านให้ประกันราคา หรือวิธีคิดของนายกทักษิณให้จำนำ อย่างไหนสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรและประเทศชาติมากกว่ากัน

ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าตั้งแต่มีสถาบันนี้ขึ้นมาประเทศไทยถึงได้พัฒนาล้าหลังไปเรื่อย ๆ เพราะผู้นำสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทยฉลาดอย่างนี้นี่เอง เลยทำให้ต้องมองย้อนไปถึงคนให้ตั้งสถาบันนี้ขึ้นมา เอ! ตั้งในยุคใครเป็นนายกรัฐมนตรีกันหนอ? สงสัยจะฉลาดเหมือนกันประเทศถึงได้ย่ำแย่ พอนายกทักษิณมาทำให้ประเทศพัฒนาจริง ๆ เข้าหน่อยเลยทนไม่ได้รวมหัวกันออกมาขับไล่

ตอนนี้ประชาชน เกษตรกร คนเสื้อแดง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ คงทราบแล้วนะว่าใคร รัฐบาลไหนควรถูกข้บไล่กันแน่

Reply to This ตอบข้อความนี้

แก้ไขข้อ 1. มีที่ผิด (ถ้าราคาอ้างอิง 10,000 บาท พ่อค้าคนกลางจะไปบีบซื้อในราคา 7,000 บาท รายละเอียดที่ถูกต้องอยู่ข้างล่างนี้)

1. การประกันราคาโดยจ่ายส่วนต่าง หากพ่อค้าคนกลางและรัฐบาลฮั้วกัน โดยประชาธิปัตย์อยากได้เงินฟรี ๆ ตันละ 1,500 บาท พ่อค้าคนกลางอยากได้ 1,500 บาท รวมกันเป็น 3,000 บาท ถ้าราคาอ้างอิงอยู่ที่ 10,000 บาท พ่อค้าคนกลางก็จะไปบีบซื้อข้าวจากชาวนาในราคา 7,000 บาท ส่วนอีก 3,000 บาท รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อเป็นการประกันราคาให้ชาวนาได้เงินครบตามราคาอ้างอิง เมื่อพ่อค้าคนกลางนำข้าวไปขายในราคาอ้างอิงตันละ 10,000 บาท ก็จะได้กำไรเฉพาะค่าร่วมกับประชาธิปัตย์ทุจริตไปฝ่ายละ 1,500 บาท รวม 3,000 บาท ซึ่งนั่นเป็นเงินงบประมาณของประเทศที่บอกว่าไปจ่ายประกันราคาข้าวให้ชาวนา แต่ความเป็นจริงเงินนี้ย้อนกลับมาหาพ่อค้าและประชาธิปัตย์ ทั้งที่ความจริงพ่อค้าควรจ่ายเต็มในราคา 10,000 บาท เพราะเป็นราคาตลาดที่ซื้อขายกัน รัฐไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินใด ๆ เลย

Reply to This ตอบข้อความนี้

ผลเสียต่อชาวนาและเกษตรกรโดยตรงก็มีอยู่หลายประการ เช่น

1. การประกันราคาข้าวของรัฐบาลนี้ไม่ได้ทำให้เปล่า ๆ ฟรี ๆ แต่ชาวนาและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันด้วย มีเฉพาะครั้งแรกนี้เท่านั้นที่ไม่เสีย เพื่อหาทางดึงเกษตรกรให้มาร่วมโครงการมาก ๆ ครั้งต่อไปเกษตรกรจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันในการทำสัญญาด้วย (สงสัยจะเป็นหนทางระดมเงินของรัฐบาลจากเกษตรกรอีกกระมัง หน้าเลือดจริง ๆ)

2. พ่อค้าคนกลาง และรัฐบาลสามารถร่วมมือกันกำหนดราคาอ้างอิงในราคาต่ำ ทั้งนี้พ่อค้าข้าวสามารถร่วมมือกันกดราคาให้ต่ำได้ เกษตรกรก็จำต้องขายเพราะทำสัญญาไปแล้ว หรือจะขายในตลาดปกติก็ราคาไม่แตกต่างเพราะพ่อค้าร่วมมือกัน เป็นผลทำให้เกษตรกรขาดทุนซ้ำซากอยู่อย่างนั้น และไม่มีทางออกเพราะรัฐบาลก็ร่วมมือกับพ่อค้า

จะเห็นได้ว่า นโยบายประกันราคาข้าวและสินค้าเกษตรของรัฐบาล ทำให้ประเทศเสียเงินงบประมาณฟรี ๆ โดยไม่ได้ผลอะไรกลับมาเลย และเกษตรกรก็ยังคงขายได้ราคาต่ำอยู่เช่นเดิมแม้จะไปเบิกเงินส่วนต่างจากรัฐได้ แต่ในเมื่อราคาตลาดและราคาอ้างอิง (ราคาประกัน) ต่ำ แล้วจะขายทำกำไรได้อย่างไร ก็มีแต่ขาดทุนอยู่เช่นเดิม

ประเทศเสียเงิน เกษตรกรขาดทุน ใครรวย?

Reply to This ตอบข้อความนี้

ขอเสริมสักหน่อย ณ วันนี้(18 ต.ค.52) นายอภิสิทธิ์ ได้นำเสนอข่าวผ่านรายการเชื่อมั่นฯ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อุตส่าห์ ใช้เงินภาษีของประชาชนจำนวนมากมายเพื่อที่จะทำสปอร์ตโฆษณา เพื่อหาเสียงให้กับตัวเองอย่างถูกต้อง โดยอาศัยชาวนา ชาวไร่เป็นเครื่องมือหาเสียง แต่แท้ที่จริงแล้วนอกจากโครงการประกันรายได้เกษตกร จะหลอกลวงชาวนาว่า รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือความทุกข์ยากของชาวนาชาวไร่ แต่กลับกลายเป็นว่า โครงการนี้เป็นการทุจริตครั้งใหญ่ที่นายอภิสิทธิ์ หลอกใช้ชาวนาเป็นเครื่องมือเป็นฉากบังหน้าการทุจริตโกงกิน แล้ววิธีการทุจริตโกงกินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เข้าทำกันอย่างไร ง่ายมากง่ายมาก เพราะ โครงการประกันรายได้เกษตรกรนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำกันเพียง การสำรวจ ให้ชาวนามาลงทะเบียน ให้ข้อมูลการเพาะปลูกข้าว ตรวจสอบข้อมูล แล้วจึงให้สมัครเข้าโครงการฯ ลงทะเบียนฯ แต่แต่เราจะเห็นว่า "เป็นเพียงการให้ข้อมูลเท่านั้น" ในการซื้อขายจริง ถ้านักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ โรงสีข้าว พ่อค้าคนกลาง พนักงาน ธ.ก.ส. ชาวนาชาวไร่ ตกลงร่วมมือกันโดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์กันได้ลงตัว จะเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อข้าวที่ทำการซื้อขายข้าวในโครงการประกันรายได้เกษตรกร เมื่อขายให้โรงสี,พ่อค้าคนกลาง แล้ว โรงสี,พ่อค้าคนกลางสามารถขายต่อได้ทันที ไม่สามารถตรวจสอบว่า มีการซื้อขายจริงหรือไม่ มีเพียงกระดาษใบเดียวที่เป็นหลักฐานการซื้อขาย ที่ชาวนานำไปขึ้นเงินส่วนต่างกับ ธ.ก.ส. แต่กลับไม่สามารถตรวจสอบปริมาณข้าวที่ซื้อขายจริงได้เลย

ขอยกตัวอย่างหน่อยเช่น ถ้าราคาประกันข้าว ตั้งไว้ที่เกวียนละ 12,000 บาท ราคาอ้างอิงอยู่ที่ 10,000 บาท/เกวียน ถ้านักการเมืองที่มีอำนาจดูแลโครงการตกลงกับโรงสี,ท่าข้าว ขอผลประโยชน์เกวียนละ 1,000 บาท ราคาข้าวที่โรงสี,ท่าข้าว รับซื้อที่หน้าลานก็จะอยู่ที่ 9,000 บาท แต่โรงสี,ท่าข้าว เมื่อมีช่องทางทำกำไรได้ ก็จะกดราคารับซื้อข้าวในราคาที่ต่ำลงไปอีก เช่นรับซื้อในราคาเกวียนละ 7,000-8,000 บาท/เกวียน ชาวนาก็จะเอากระดาษที่ได้จากโรงสี,ท่าข้าวนำไปขึ้นเงินส่วนต่างกับ ธ.ก.ส.ได้รับเพียงส่วนต่างของราคาประกันและราคาอ้างอิงเท่านั้น แต่ส่วนที่ถูกโรงสี,ท่าข้าว,พ่อค้าคนกลางกดราคาจะไม่ได้ รัฐบาลก็ทำไม่รู้ไม่เห็น

แล้วพวกนักการเมืองชั่ว,ข้าราชการชั่วๆ เขาได้เงินผลประโยชน์ตรงนี้อย่างไร ไม่ยาก พวกนี้จะเรียกรับเอาเงินส่วนของตัวเองไปก่อน ส่วนโรงสี,ท่าข้าว ก็จะได้จากการนำข้าวไปขายจริง ซึ่งย่อมสูงกว่าราคาที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวนา

แล้วเศรษฐกิจ ชาติบ้านเมือง จะเป็นอย่างไร......ก็ย่ำแย่ซิครับ เพราะเงินที่เอามาใช้จ่ายในโครงการนี้ เป็นเงินกู้ เป็นเงินที่มีต้นทุน ต้องเสียดอกเบี้ย และที่สำคัญ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีความสามารถที่จะหาเงินมาใช้หนี้เงินกู้ เพราะตั้งแต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เข้ามาบริหารประเทศ มีแต่ออกนโยบายกู้เงินแล้ว ยังไม่เคยมีใครหน้าไหน แม้แต่นายกรณ์ รมต.คลัง ยังไม่เคยออกมาพูดเลยสักครั้งว่า “จะมีวิธีหาเงินมาชำระหนี้อย่างไร สุดท้ายภาระหนี้ทั้งหลายที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สร้างขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นภาระของพวกท่านชาวนาชาวไร่ ประชาชนคนไทยทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้พวกท่าน ชาวนาชาวไร่ ยังจะคิดหรือว่านี่เป็นการช่วยเหลือพวกท่านชาวนาชาวไร่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

นี่แค่ยกตัวอย่างนักการเมืองกับโรงสี,ท่าข้าว,พ่อค้าคนกลางเท่านั้น ยังไม่ได้กล่าวถึง “ถ้าพ่อค้าคนกลาง ,พนักงาน ธ.ก.ส. ร่วมมือกัน หรือ ทั้งพ่อค้าคนกลาง ,พนักงาน ธ.ก.ส.,ข้าราชการ,ชาวนา ร่วมมือกันจะเกิดอะไรขึ้น แล้วยังมีกรณีเกิดภัยพิบัติตามธรรมชาติ น้ำท่วม ภัยแล้งอีก ได้โกงกินกันเพลินแน่

ซึ่งแตกต่างกับ “การรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ซึ่งต้องมีข้าวจริง นำมาจำนำกับโรงสี,ท่าข้าวที่ขึ้นทะเบียนในโครงการของรัฐฯ สามารถตรวจสอบปริมาณข้าวที่รับจำนำได้ ช่วยเกษตรกรได้ตรงๆ อันเป็นการแทรกแซงราคาผลผลิตทางการเกษตรของภาครัฐไม่ให้ราคาข้าวตกต่ำ ช่วยเกษตรกรชาวนาชาวไร่รอดพ้นจากการเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของรัฐฯในการค้าขาย หารายได้ของรัฐฯ ซึงในรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่มี ค้าขายหาเงินเข้าภาครัฐไม่เป็น จึงมักง่ายโยนภาระให้เอกชน อีกทั้งยังซ่อนการโกงกินไว้อีกต่างหาก แล้วให้เหตุผลเสียสวยหรูว่า ให้ราคาข้าว พืชผลทางการเกษตร เป็นไปตามกลไกตลาด(ไอ้โง่) ส่วนข้าวในสต๊อกเก่า ที่รับจำนำไว้ในช่วงต้นปี ก็หาว่าเป็นภาระของรัฐ ขายไม่เป็น ก็เลยไม่รู้ว่าจะขายขาดทุนอีกเท่าไหร่

แล้วเงินที่นำมาใช้จ่ายในโครงการนี้เป็นเงินที่รัฐบาลกู้มา กู้มาเพื่อทุจริตโกงกินกันเป็น จำนวนมหาศาล แต่ท้ายที่สุด คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด (ตาอยู่) ก็ไม่แคล้วจะเป็นบรรดาโรงสี,ท่าข้าว,พ่อค้าคนกลางทั้งหลาย จะสามารถตักตวงผลประโยชน์กันอย่างสนุกสนาน ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็โง่เหมือนเคย คนที่โง่ที่สุด ก็คงไม่แคล้วจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ออกหน้า ออกข่าว สร้างภาพ ทำสปอร์ตโฆษณา เอาหน้าคนเดียว แต่สุดท้ายตัวเองกลับต้อง ต้องเป็นผู้ที่รับผิดแต่ผู้เดียว อ่อนหัดเหลือเกิน

งานนี้สงสัยจัง "เจ้วา" ร่วมวงด้วยรึเปล่า

Reply to This ตอบข้อความนี้

เพิ่งถึงบางอ้อ ว่าโกงกันได้มหาศาลพันลี้ขนาดนี้นี่เอง มิน่าล่ะ วันนี้กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฝ่ายเศรษฐกิจไปออกรายการช่อง 3 กับคุณวิศาล ดิลกวณิช ถึงได้ยิ้มแย้มมีความสุขเหลือเกินกับโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร เพราะมองเห็นแล้วนี่เองว่าเงินก้อนมหึมาจะไหลมาเทมาโดยไร้หลักฐาน ได้หลายต่อ หลายทาง (แต่เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น)

ยังแอบเอาความดีความชอบเป็นของตนอีกนะว่า ถ้าขายให้โรงสีและรับส่วนต่างแล้วโดนกดราคา ก็จะมีอีกส่วนหนึ่งไปรับซื้อในราคาที่สูงกว่า เช่น วันนี้ราคาอ้างอิง 8,000 บาท แต่โรงสีรับซื้อถูกรัฐบาลก็เลยไปเปิดรับซื้อเอง
ก็เพิ่งฟังข่าวตอนเช้าเองว่า คุณพรทิวา เห็นราคาถูกกดเยอะเลยจะไปช่วยเกษตรกรโดยซื้อมาเก็บไว้ขายเอง (เธออาจได้แนวคิดของท่าน ๆ ข้างบนที่เขียนไว้ก็ได้ก็เลยเอาไปทำ แต่ก็ดีแล้วละช่วยประชาชนดีได้บุญ อย่าทำแบบอลงกรณ์ พลบุตรเลย ทำลายประชนแล้วยังมีหน้าไปพาลคุณพรทิวาเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายอีกนะ) แต่ก็ทำให้คิดได้นะว่าพรทิวาแค่ทำงานร่วมกับนายกทักษิณอยู่ปลายแถวแท้ ๆ แต่ก็เก็บความฉลาดและวิธีคิดของนายกทักษิณมาทำงานจนเก่งช่วยเกษตรกรได้ แต่อลงกรณ์ พลบุตร คนเก่ง คนดัง ของประชาธิปัตย์ ทำงานไม่เป็น ทำเป็นแต่ทำลายประชาชนสร้างความทุกข์ให้ประชาชน ชวน บัญญัติเขาไม่สอนบ้างเลยหรือ (นอกเรื่องเกษตรอีกแล้ว)

เรื่องนี้ทำให้ชวนคิดว่าเกษตรกรรายใดที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ ก็ต้องไปขายราคาต่ำที่โรงสีรับซื้อเพียง 6,000 บาท ไม่มีโอกาสไปรับส่วนต่าง อีก 2,000 บาท เพราะรัฐบาลรับได้จำกัด สงสารเกษตรกรจัง ลงทุนตั้งเยอะ เพิ่งขายได้ 15,000 บาท ตอนรัฐบาลสมัคร สมชาย เผลอให้ประชาธิปัตย์มาบริหารแป๊บเดียวเหลือ 6,000 บาทเสียแล้ว

เออนะ คนพรรคประชาธิปัตย์คงเป็นแบบนี้จริง ๆ เห็นความทุกข์ของเกษตรกร เห็นความหายนะของประเทศ เห็นการทำลายชาติเป็นความสุข อย่าได้มาบริหารอีกเลยสงสารประชาชนและประเทศชาติ

Reply to This ตอบข้อความนี้

รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่บอกว่าตัวเองใจซื่อมือสะอาด ทำไมเงินประเทศหายไปหมด จนต้องกู้ต่างประเทศ พอต่างประเทศไม่ให้กู้ก็หันมากู้เงินประชาชนภายในประเทศ กู้จนจำไม่ไหว มือสะอาดแล้วเงินหายไปไหนหมด สนามบินเป็นแสนล้านก็ไม่ได้ทำ รถไฟฟ้าใต้ดินกิโลเมตรละ สามพันล้านก็ไม่ได้สร้าง เงินไปไหนหมด?

นายกทักษิณที่ประชาธิปัตย์บอกคอร์รัปชั่นโกงกิน ไม่รู้ไปโกงกิน ไปคอร์รัปชั่นใครมา ถึงมีเงินมาบริหารประเทศ มาสร้างสาธารณประโยชน์ ให้ต่างชาติกู้ ตั้งเป็นกองทุนให้ประชาชนกู้ไปหารายได้เพิ่มเติม (แต่ประชาธิปัตย์กู้ประชาชน) ขึ้นเงินเดือนข้าราชการและซ๋อนขั้นเงินเดือนเพิ่มไว้ในบัญชีเงินเดือนจนทำให้ข้าราชการพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง

แล้วตกลงใครใจซื่อมือสะอาด ใครทุจริตคอร์รัปชั่นกันแน่นะ?

Reply to This ตอบข้อความนี้

ขอบคุณเจ้าของกระทุ้ที่ช่วยทำให้คนไทยตาสว่าง มากขึ้นกับไอ้มารค์ขี้โกงเนี่ย

Reply to This ตอบข้อความนี้

เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 27 พ.ค. 2552--“นายกฯ” ส่ง “สุเทพ-ประดิษฐ์” หย่าศึก พรทิวา-กอร์ปศักดิ์ ขายสินค้าเกษตร” ด้านครม.เบรกโครงการขายข้าว-รถเมล์ เอ็นจีวี หัวทิ่ม

ข้อความข่าวข้างต้น พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีให้เกษตรกรชาวนาชาวไร่ได้เห็นจุดยืนหลักของนโยบายพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน ที่ไม่เคยจะเหลียวแล ฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนชาวนาชาวไร่ และยังแสดงให้เห็นว่า “รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่มีความสามารถในการค้าขายหารายได้เข้าประเทศ” เมื่อกระทรวงพาณิชย์โดยนางพรทิวา มีความสามารถพยายามที่จะขายข้าวในสต๊อก ก็ถูกนายกอร์ปศักดิ์ ขัดขวาง นี่คงเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์กล้วคนอื่นจะได้ผลงานเกินหน้าก็เลยเบรคโครงการขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ที่บริหารงานโดยพรรคภูมิใจไทย หรือว่าสต๊อกข้าวชุดนี้ว่างเปล่า อาจไปกับเรือลำใหญ่แล้วก็ได้ เลยต้องรอข้าวที่เก็บเกี่ยวชุดใหม่นำเข้าไปแทน นี่คงต้องให้นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไปตรวจสอบดูแล้ว

Reply to This ตอบข้อความนี้

31 ตุลาคม 2552 โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ "พรทิวา" ชี้แนวโน้มราคาข้าวหอมมะลิไทย โอกาสทะลุตันละ 3 หมื่นบาทอีกรอบ ระบุ ผลผลิตข้าวโลกลดและราคาน้ำมันพุ่ง นาง พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาข้าวไทยในเร็วๆ นี้ จะปรับตัวสูงขึ้นมาก เพราะผลผลิตข้าวไทย และข้าวโลกลดลงมาก จากปัญหาภัยธรรมชาติและศัตรูพืชระบาด ประกอบกับราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ราคาพืชพลังงานและสินค้าเกษตรอื่นๆ สูงขึ้นตามไปด้วย
"ได้รับการยืนยันจากผู้ส่งออกข้าวหลายราย ว่า ราคาข้าวหอมมะลิ ไทยอาจมีโอกาสทะลุตันละ 30,000 บาท ได้อีกครั้งเช่นเดียวกับเมื่อปี 2551 สมัยนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์"
โครงการประกันรายได้เกษตรกรที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นสัญญากับเกษตรกรชาวนาชาวไร่ โฆษณากันครึกโครมผ่านสื่อทุกชนิดที่รัฐบาลควบคุมอยู่ (ดีนะยังไม่ถึงกับส่ง SMS ) ที่เกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ เป็นที่น่าแปลกที่โครงการประกันรายได้เกษตรกรดำเนินการมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว แทนที่จะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวนา กลับสร้างปัญหาสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวนา แม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดราคาประกันฯและราคาอ้างอิงแล้วก็ตาม เกษตรกรชาวนาก็ยังถูกโรงสี พ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อข้าวเปลือกต่ำลงไปอีก ทำให้เกษตรกรชาวนาประสบกับปัญหาการขาดทุน เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ ขาดความจริงใจที่จะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง
ทั้งๆที่แนวโน้มราคาข้าวส่งออกสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตามข่าวข้างต้นซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้ส่งออกข้าวหลายราย แต่ทุกวันนี้ราคาซื้อขายข้าวหน้าโรงสี หน้าท่าข้าวกลับมีราคาต่ำมาก เหลือเพียง 6,000-7,000 บาทเท่านั้น และส่วนต่างระหว่างราคาข้าวเปลือกกับข้าวสารมีช่วงห่างกันมากเหลือเกิน จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า เงินส่วนต่างตรงจุดนี้หายไปไหน ชาวนาไม่เห็นจะได้รับการจ่ายชดเชยเพิ่มเติมแต่อย่างใด

Reply to This ตอบข้อความนี้

แปลกนะ ชาวนาขายข้าวเปลือกได้ในราคาถูกแต่ข้าวสาร(ข้าวถุง)โค..ต..ร..แพง นี่ก็ออกข่าวมาอีกแล้วว่าข้าวสารจะขึ้นราคา ชาวนาขาดทุนแต่ไม่รู้ใครรวยนะ

Reply to This ตอบข้อความนี้

Reply to This ตอบข้อความนี้

Administrator Administrator created this Ning Network.

INTERNATIONAL UDD VISITORS

© 2009   Created by Administrator on Ning.   Create a Ning Network!

 |   |   |  Terms of Service

Sign in to red chat เข้าสู่ระบบเพื่อสนทนา
เปิดใช้งานตั้งแต่29/ต.ค./51 คนเสื้อแดง ท่านออนไลน์ขณะนี้





























Get your own Chat Box! ห้องแชทเต็มรูปแบบคลิก!
ห้องสนทนาคนเสื้อแดง UDDTODAY