UDDTODAY - ชุมชนคนเสื้อแดงรักประชาธิปไตย

เมื่ออ่านข่าวและบทความของคุณธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ แล้วก็อยากถามชาวจังหวัดพังงาและคนภาคใต้ว่า ท่านแน่ใจแล้วหรือที่ปล่อยให้อบต.บางนายสี ทำเช่นนั้น

วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11523 มติชนรายวัน


เมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์

โดย ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์




ก่อน เริ่มเรื่อง ผมขอทำความเข้าใจกับคุณๆ อันดับแรก ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนตะกั่วป่า แม้ผมจะลงไปแถวนั้นบ่อยครั้ง แต่ผมไม่ได้อาศัยอยู่ที่นั่น ไม่เคยรับทราบความลำบากครั้งน้ำท่วม อันดับที่สอง การอ่านเรื่องนี้มีความเสี่ยง ผู้อ่านควรพิจารณาด้วยตัวเองก่อนปักใจเชื่อ เพราะผมคือผู้ร่ำเรียนเรื่องทะเลมาบ้าง แต่ผมไม่ใช่ทะเล หลายครั้งที่ผมบอกกับทะเลบอกไม่เหมือนกัน

ขอเริ่มเรื่องจากข้อมูล ใน "มติชน" กล่าวถึงกรณีขุดทรายที่ปากแม่น้ำตะกั่วป่า จำนวน 21 ล้านคิวบิกเมตร โดยใช้เวลา 5 ปี โดยมีบริษัทแห่งหนึ่งรับอาสา อบต.บางนายสี ขุดให้ฟรีๆ โดยระบุว่า จะนำไปใช้ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยผ่านการอนุมัติของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ตามระเบียบ ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า หากทรายมีซิลิการ์ออกไซด์ไม่เกินร้อยละ 75 สามารถส่งออกนอกประเทศได้ โดยหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะเริ่มทำการขุดทรายประมาณเดือนธันวาคม (รายละเอียดที่ www.matichon.co.th)

ผมขอตั้งประเด็น เริ่มจากทำไมเขาถึงลงทุนขุดให้ฟรี? ผมพอทราบข่าว สิงคโปร์กำลังต้องการทรายจำนวนมาก เพื่อนำไปถมทะเลในการพัฒนาพื้นที่ จึงต้องนำเข้าทรายจากต่างประเทศ แต่ที่น่าสงสัย ทำไมเค้าต้องลงทุนมาขุดมาขนไปจากประเทศไทย ทำไมไม่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีทะเลมีทรายมากกว่าบ้านเราไม่รู้กี่สิบเท่า แถมยังอยู่ติดกัน ค่าแรงก็ไม่ได้แตกต่าง ค่าขนส่งก็ถูกกว่าเพียบ แล้วทำไม?

คุณอาจ ได้คำตอบง่ายๆ ก็เพราะอินโดนีเซียไม่ยอมให้ขุด ตอบเช่นนี้ย่อมมีคำถามต่อ แล้วทำไมอินโดนีเซียถึงไม่ยอม ทั้งที่สมัยก่อน เขาก็เคยขายทรายให้สิงคโปร์มาพอควร แล้วมาบัดนี้ ทำไมจึงเลิกเสีย?

คำ ตอบอาจเป็นประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม อาจเป็นประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สิงคโปร์กำลังต้องการขยายสนามบินเพื่อเป็นฮับของเอเชียในย่านนี้ อินโดนีเซียอาจกลัวว่าจะเป็นคู่แข่งมั้ง ไม่เหมือนบางประเทศที่ไม่กลัว เราสร้างได้ นายก็สร้างได้ เราแถมทรายให้นายมาสร้างแข่งกับเราด้วย

มา สู่ประเด็นที่สอง อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อทรายหายไป? ผมไม่อาจยืนยันว่าสิ่งที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ มันต้องเกิดแน่ เพราะทะเลยากแท้หยั่งถึง เอาเป็นว่า ผมคาดเดาจากสิ่งที่เรียนมาและจากประสบการณ์ก็แล้วกันครับ

ผมเคยพูด คุยกับเพื่อนผู้อยู่ตะกั่วป่า เค้าบอกว่า เดิมทีแม่น้ำลึกกว่านี้ แต่พอหลังสึนามิ ทรายมีมากขึ้น แม่น้ำตื้นเขินจนแทบจะเตะฟุตบอลกันได้แล้ว แต่เมื่อลองถามไปถามมา สึนามิอาจเป็นเหตุหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้น แม่น้ำก็เริ่มตื้นกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน

นั่นคือบางสิ่งที่เราอาจ เข้าใจผิด ไม่ใช่เฉพาะเพื่อนของผม แต่รวมถึงคุณๆ ในทุกภูมิภาค เราเข้าใจว่า ธรรมชาติต้องเหมือนเดิม แต่โลกเราเปลี่ยนไปทุกวัน โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลที่มีกระบวนการต่างๆ เช่น ฤดูนี้สันทรายอยู่ตรงนี้ ฤดูนั้นสันทรายย้ายไปอยู่ตรงนั้น การตื้นเขินของแม่น้ำตะกั่วป่า อาจไม่เกี่ยวข้องจากการกระทำของมนุษย์ แต่เป็นเหตุที่ต้องเกิดตามธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งถ้าพิจารณาจากเกาะทรายยักษ์สองแห่งที่อยู่ใกล้เคียง ได้แก่ เกาะคอเขาและเกาะพระทอง เดิมทีเคยเป็นสันทราย ขยายตัวจนกลายเป็นเกาะทรายใหญ่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย อีกหลายร้อยปีผ่านไป สองเกาะอาจเชื่อมต่อกัน หรือเชื่อมกับแผ่นดินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งก็เป็นได้

ปัญหาคือเราเข้า ไปอยู่ในธรรมชาติ เราก่อสร้างสร้างฐาน ทำกิจกรรมนานัปการ เช่น สร้างบ้านสร้างรีสอร์ทบนเกาะคอเขา บางส่วนเราอาจเก็บรักษาไว้ เช่น เกาะพระทองเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีโครงการสำคัญหลายโครงการเข้าไปเกี่ยวข้อง

เมื่อเราขุดทรายจำนวน มากไปจากพื้นที่ คำถามคือจะมีอะไรเกิดขึ้น? ทดลองเองก็ได้ครับ คุณลองไปริมทะเลหรือริมแม่น้ำ เสร็จแล้วก็ขุดหลุมทรายในแอ่งน้ำตื้นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือทรายรอบด้านจะเริ่มไหลลงมาแทนที่ ยิ่งขุดยิ่งไหล จนทรายที่อยู่ห่างออกไปเริ่มยวบ หรือหากขี้เกียจทดลอง โทร.ถามเพื่อนๆ ผู้มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำ บริเวณที่มีการขุดทรายเยอะๆ เค้าคงตอบคุณได้

สิ่ง ที่ผมคาดไว้ คือทรายอื่นย่อมไหลลงมาแทนที่ทรายที่หายไป ทรายบางส่วนอาจมาจากทะเล แต่ทรายอีกบางส่วนอาจมาจากชายฝั่ง ทั้งเกาะทรายและหาดทรายหลายแห่งในบริเวณใกล้เคียง จะกระทบถึงไหน ผมไม่อาจบอกได้ แต่เหตุที่เกิดขึ้นในทะเล ผลมักไม่เกิดเฉพาะตรงนั้น บางทีผลอาจไปไกลหลายโยชน์ ใครอยากเห็นตัวอย่าง ขอเชิญไปเที่ยวหาดแถวมาบตาพุด เรื่อยไปจนถึงหาดแสงจันทร์ ปากน้ำระยอง เขื่อนหินทรงประหลาดที่ยื่นไปอยู่ในทะเล เป็นคำตอบที่ชัดเจนเกินคำอธิบาย

ผม ไม่ยืนยันจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ผมเพียงสงสัย หากเกิดขึ้นใครผู้ใดจะรับผิดชอบ? หากทรายเกิดหาย ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ห่างออกจากจุดเกิดเหตุสิบยี่สิบกิโลเมตร ใครจะเป็นผู้ชดใช้ทะเล ชดใช้คนทำมาหากินกับทะเล ผมทราบจากข่าวว่า โครงการทำ EIA ผ่านการอนุมัติของท่านผู้ว่าฯ แต่ผมก็เคยเห็นโครงการที่ทำ EIA มาแล้วบางโครงการ เกิดปัญหาขึ้น ถึงตอนนั้น แล้วไงครับ? คำถามยังคงกลับมาที่เดิม ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ? ใครจะไปเป็นผู้บอกกับเต่าทะเลว่า ขอโทษจ้ะ หาดที่เธอวางไข่หายไปหมดแล้ว ใครจะเป็นผู้บอกกับคนทำรีสอร์ทว่า โทษทีฮะที่ทำสระน้ำคุณพี่ลงไปอยู่ในทะเล ใครจะเป็นผู้บอกลุงประมงพื้นบ้าน กุ้งหอยปูหายไปเพราะทรายมันหายจ้ะ ลุงอดทนหน่อยนะ สักวันมันก็คงกลับมาเอง ช่วงนี้ก็กินข้าวกับน้ำปลาไปพลางก่อน

ในทางกลับกัน หากเรามองในมุมของคนตะกั่วป่า ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แน่นอนว่าพวกเขาพวกเธอมีปัญหา แต่การแก้ปัญหาโดยสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ น่าลองทำไหมหนอ เรามีทางออกทางอื่นหรือไม่? ผมพอจะเข้าใจแนวคิดของท่านนายก อบต. เพราะมีปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จะแก้ไขยังไงก็ไม่เป็นผล ด้วยงบประมาณและความช่วยเหลือจำกัด แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะเนี่ย?

ปัญหา นี้จึงวนเวียนเหมือนงูกินหาง เป็นอะไรที่ผมคิดว่าอยู่เหนือกำลังของท้องถิ่น ถึงเวลาที่ภาครัฐส่วนกลางต้องเข้าไปช่วยเหลือ อย่าคิดว่าต้องใช้งบประมาณมากมาย ผมแอบกระซิบข้อมูลที่ผู้บริหารภาครัฐทราบอยู่แล้วอีกครั้งก็ได้ เฉพาะเงินที่สิงคโปร์เสนอให้อินโดนีเซีย เพื่อใช้ในการดูแลปัญหาผลกระทบจากการดูดทราย (ไม่ใช่ค่าทราย) เมื่อคิดจากปริมาณทราย 21 ล้านคิวบิกเมตร เป็นเงินตัวเลขสิบหลัก เน้นอีกหน เลขสิบหลัก หน่วยเป็นบาท ขนาดนั้นอินโดนีเซียยังเซย์โน แล้วถ้าเกิดปัญหาในทะเลพังงา แหล่งท่องเที่ยวเอย อุทยานแห่งชาติเอย เขตความหลากหลายชีวภาพเอย เผลอๆ ยังเกี่ยวกับการเสนออันดามันเป็นมรดกโลก ตัวเลขสิบหลัก...จะใช้แก้ปัญหาไหวไหมหนอ

บทสรุปสุดท้าย ในเมื่อคนท้องถิ่นสนับสนุน สิงคโปร์แฮปปี้ รัฐบาลไทยไม่รู้ไม่ชี้ แล้วข้าพเจ้าจะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไมวุ้ย สู้สอนหนังสือ ทำวิจัยส่งผลงานไปตีพิมพ์วารสารวิชาการต่างประเทศ ยิ่งตอนนี้เค้ามีงบฯไทยเข้มแข็งให้มหาวิทยาลัยวิจัยยิ่งดีใหญ่ หรือไม่ก็เขียนหนังสือเรื่องท่องเที่ยว ไปทำ CSR เรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องโลกร้อน ไปพูดให้คนอื่นฟัง ได้ตังค์ทั้งนั้น

ปัญหา คือผมระลึกคำพูดสุดท้ายที่ ดร.สุรพล สุดารา ครูของผมสั่งเสียไว้ "ธรณ์ต้องไม่เงียบ" หากไม่ทราบไม่เป็นไร แต่ทราบแล้วมีหนทางบอกต่อแล้ว...ไม่บอก ผมทำไม่ได้ จึงต้องขออภัยหากสร้างความเดือดร้อนหรือขุ่นเคืองใจให้ผู้อื่น

เพราะผมดันลืมไม่ได้ว่า ครั้งหนึ่งผมเคยมีคุณครูครับ

หมาย เหตุ - บอกช้าไปนิด แต่ยังทันครับ วันเสาร์นี้ผมมีงานเสวนา Fish Gang พูดคุยถึงทะเลไทยและหนังสือ "ปลาทะเลไทย" ณ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์ เวลาบ่ายโมงเป็นต้นไป ใคร่ขอเชิญชวนคุณผู้สนใจไปเจอกันครับ

หน้า 8

ส่งให้คนอื่น

Reply to This ตอบข้อความนี้

ตอบกระทู้นี้

กรณีขุดทรายที่ปากแม่น้ำตะกั่วป่า จำนวน 21 ล้านคิวบิกเมตร โดยใช้เวลา 5 ปี โดยมีบริษัทแห่งหนึ่งรับอาสา อบต.บางนายสี ขุดให้ฟรีๆ เรื่องนี้ อบต.บางนายสี ออกหน้ารับเป็นหัวหอกดำเนินการ แต่ไม่ทราบว่า "ประชาชนเจ้าของพื้นที่ทราบข้อเท็จจริง และผลกระทบ,ผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อมีการขุดขนทรายไปแล้ว มีใคร หน่วยงานทางราชการไหนที่เกี่ยวข้องเ้ข้าไปดูแล ศึกษาผลกระทบที่ประชาชนชาวบ้าน บางนายสี และพื้นที่ใกล้เคียงที่จะได้รับผลกระทบจากการขุดขนทรายไปให้สิงคโปร์หรือไม่" จำนวนทรายที่ต้องขุดขนไปนั้น "ไม่ใช่แค่ร้อยสองร้อยคิวนะครับ นี่ตั้ง 21,000,000 ล้านคิวบิกเมตรนะครับ ผมไม่รู้ว่าจะบอกให้รู้ว่ามันมากแค่ไหน แต่ถ้าเปรียบเทียบว่า ถ้าขุดใส่รถบรรทุกสิบล้อ ก็ประมาณ 2,000,000 เที่ยว" คิดดูเอาก็แล้วกันว่ามันจะมากขนาดไหน แล้วผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาอีกมากมาย แต่ที่จะเห็นได้อย่างชัดแจนก็น่าจะเป็นเื่รื่อง "การทำมาหากินของชาวบ้าน ใน 5 ปีที่มีการขุดขนทราย พวกท่านที่เป็นเจ้าของพื้นที่จะไม่สามารถทำการประมง หาปลา หาสัตว์น้ำมาเป็นอาหาร หรือนำไปขายได้ ถ้าหนักหนาสาหัส บรรดาปลาและสัตว์น้ำบริเวณนั้นก็จะมลายหายไป เลยก็อาจเป็นได้ ,อีกประการท่านคิดดูให้ดีทรายที่เขาขุดขนไปถึง 21,000.000 คิว หรือประมาณ 2,000,000 รถนั้นจะทำให้เกิดหลุมใหญ่ขนาดไหน และในการขุดทรายนั้นพอขุดลึกลงไป ทรายโดยรอบๆ ก้จะไหลลงไปแทนที่ ถ้าท่านเคยจ้างรถมาขุดบ่อน้ำพวกท่านก็จะนึกภาพออกอย่างชัดเจนว่า "การขุดขนทรายออกไปจำนวนมากมาก ก็เป็นเสมือนเราขุดขนผืนแผนดินไทยของเรา เอาไปให้ประเทศสิงคโปร์" พวกท่านคิดกันบ้างหรือไม่ นี่ก็เหมือนกับว่า "อบต.บางนายสี กำลังยกผืนแผ่นดินไทย ให้กับสิงคโปร์" พวกท่านไม่รักแผ่นดินไทยหรืออย่างไร????

Reply to This ตอบข้อความนี้

มันเป็นทรัพยากรธรรมชาติหวงห้ามนะครับ ไม่ทราบว่ามีการขออนุญาตถูกต้องหรือยัง ?

Reply to This ตอบข้อความนี้

สำหรับเรื่องนี้ต้องให้ชื่อว่า "ยกที่ดินประเทศไทยให้ไม่ได้ ขอยกทรายพร้อมแร่ธาตุให้ก็ยังดี"

การที่นายทิวาโชค นายก อบต.บางนาสี บอกว่าน้ำท่วมทุกปี แม่น้ำตะกั่วป่าตื้นเขินไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาให้ได้ สมัยก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทัวร์นกขมิ้น ให้งบ 5 ล้านบาท ให้กรมเจ้าท่าขุดลอก ดินที่ขุดได้ก็นำไปทิ้งทะเล อยู่ไม่ถึงปี น้ำก็พัดกลับมาใหม่ ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะขุดลอกไม่เสียเงิน และบอกชาวบ้าน 3 ตำบล คือ บางม่วง บางนายสี และ ต.เกาะคอแล้ว ชาวบ้านดีใจมากที่จะทำเรื่องนี้ คาดว่าถ้าไม่มีปัญหาราวเดือนธันวาคมนี้จะเริ่มดำเนินการ

ฟังจากนายทิวาโชค นายกอบต.บางนาสี ราวกับการนำทรายปากแม่น้ำไปให้สิงคโปร์ เป็นโชคลาภของตะกั่วป่าและชาวบ้านก็ดีใจมากที่จะทำเช่นนี้ ไม่ทราบว่านายทิวาโชค ได้บอกชาวบ้านเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือไม่? เพราะมั่นใจว่าหากชาวบ้านทราบว่าหลังจากขุดทรายให้สิงคโปร์แล้ว ที่ดินขของชาวบ้านอาจจมหายไปในทะเลซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก ปรากฎการณ์สึนามิ คงจะจำกันได้ ตอนนั้นรุนแรงแค่ไหน แต่คราวนี้จะค่อย ๆ จมหายและไม่ใช่แค่บริเวณนั้น แต่จะกินพื้นที่ในวงกว้างเพราะ หากดูดทรายจำนวนมหาศาลถึง 21 ล้านคิวบิกเมตร ย่อมส่งผลต่อผืนดินทรายใต้ทะเล เพราะจะเกิดแอ่งลึก เมื่อคลื่นซัดไปมาธรรมชาติก็จะเกลี่ยผืนทรายใต้ทะเลให้เสมอกัน ดังนั้นต้องดึงทรายจากพื้นที่ใกล้เคียงมาถม (ธรรมชาติจัดการเองขุดไปมากทรายที่อื่นก็จะไหลมามาก) จึงเป็นผลให้ทรายตามชายฝั่งและเกาะแก่งต่าง ๆ หายไปแน่นอน

การยกที่ดินให้สิงคโปร์ฟรีครั้งนี้ถือว่ายกเอาไปให้ที่สิงคโปร์ ไม่ได้ให้สิงคโปร์มาเป็นเจ้าของที่ดินถึงในประเทศไทยแต่...เแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมเกรงว่าจะทำให้ที่ดินบนฝั่งจะหายไปจนด้ามขวานของไทยไม่มีเหลือนอกจากดินยุบแล้วยังมีปัญหาภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลายสุดท้ายปริมาณน้ำจะมากจนท่วมพื้นดินหมดเพราะดินยุบตัวเองจากการขุดทรายและยังถูกน้ำกัดเซาะปริมาณมาก เรื่องใหญ่แบบนี้ อบต.บางนาสี ได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบหรือไม่

อีกประการคือ แร่ซิลิการ์ออกไซด์ที่มีปริมาณสูงในบริเวณนั้น ควรจะได้นำไปขายหรือทดแทนการนำเข้าก็ได้เพราะประเทศนำเข้าแร่ดังกล่าวในราคาสูงเสียเงินของประเทศ ในเมื่อเรามีก็ควรนำมาใช้เอง เหลือก็ขายนำเงินเข้าประเทศ ดีกว่าให้สิงคโปร์นำไปใช้ประโยชน์ทั้งทราย ทั้งแร่ซิลิการ์ออกไซด์ และสินแร่อื่น ๆ

ที่น่าขำกว่าสิ่งอื่นใด ประเทศสิงคโปร์ได้เคยติดต่อประเทศอินโอนีเซียที่มีทรายมากที่สุดในภูมิภาคโดยจะจ่ายค่าดูแลสภาพแวดล้อมให้นับร้อยล้าน (ยังไม่นับค่าทราย) แต่ประเทศอินโดนีเซียไม่เอาเพราะห่วงว่าเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมากจะเกิดผลร้ายต่อพื้นที่และประชาชนจากการประสบภัยสารพัดรูปแบบที่จะเกิดตามมา

ประเทศไทยแปลก เงินก็ไม่เอา แร่ธาตุในทรายที่ราคาสูงก็ไม่เอา พื้นทรายปริมาณมหาศาลก็ไม่เอา ยกให้สิงคโปร์ถึงบ้านของสิงคโปร์ อบต.บางนาสีและจังหวัดพังงานี่ใหญ่จริง ๆ ไม่ห่วงประเทศไม่ห่วงชีวิตประชาชนคนไทยเลยห่วงแต่จะเอาทรายให้สิงคโปร์

หากคนในพื้นที่ และคนด้ามขวานทั้งหลาย ยอมปล่อยให้เขาขนทรายไปให้สิงคโปร์จริง ก็เตรียมตัวย้ายบ้านหนีได้เลย และโปรดรักษาชีวิตให้ดีด้วย เมื่อวันนั้นมาถึง

Reply to This ตอบข้อความนี้

ประชาชนชาวจังหวัดพังงา กระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่ในด้ามขวานทองของไทย ก็คอยดูน้ำใจ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ส.และส.ว.) ของท่านว่าเห็นความเป็นความตาย เห็นปัญหาของประชาชนในจังหวัดอยู่ตรงหน้าแล้วจะทำอย่างไรให้พี่น้องบ้าง จะมีจิตสำนึกหรือไม่ เพราะดูแค่จิตสำนึกของ นายกอบต.บางนาสี และผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาแล้ว คงหายาก เอ! หรือว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่คุมจังหวัดอยู่รู้เห็นเป็นใจด้วยจ๊ะ ท่านชวรัตน์ ชาญวีรกุล แห่งภูมิใจไทย

Reply to This ตอบข้อความนี้

ข่าวนี้น่าห่วงใยพี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดนะ อยากให้ทุกท่านวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดแล้วหาทางป้องกันก่อนที่จะสายเกินแก้

Reply to This ตอบข้อความนี้

การขุดทรายที่ปากแม่น้ำตะกั่วป่า จำนวน 21 ล้านคิวบิกเมตร แม้ว่าจะเป็นการตกลงของเจ้าของพื้นที่ นายทิวาโชค นายกอบต.บางนาสี กับทางสิงคโปร์ก็ตาม แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่สามารถจะบ่ายเบี่ยงโยนความรับผิดชอบของรัฐบาลให้กับคนอื่นหน่วยงานอื่นไ้ด้ การดูดทรายฯ เกิดขึ้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์นี้ แสดงว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์นี้รู้เห็นเป็นใจกับการดูดทรายส่งให้สิงคโปร์ ถึงปล่อยให้ดูดทรายไป การดูดทรายไปเป็นจำนวนมากจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของคนในพื้นนั้นและพื้นที่โดยรอบ เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม ดังนั้น "รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ต้องเข้าไปจัดการไม่ให้ดูดทราย" ถ้าเขาดูดทรายไปรัฐบาลต้องรับผิดชอบ แม้ว่าการดูดทรายนี้จะเป็นการตกลงในท้องถิ่นก็ตาม เพราะตอนนี้เป็นยุคที่รัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารประเทศ ดังนั้นรัฐบาลนี้ต้องรับผิดชอบ ดูแลประเทศของตนเองไม่ให้เกิดความเสียหาย ถ้าเกิดเรื่องนี้ขึ้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบ

ทรายที่ถูกดูดขึ้นมานี้ จะถูกขนส่งข้ามประเทศให้กับสิงคโปร์ เป็นการส่งทราออกนอกประเทศ ทรายก็เป็นทรัพยากรธรรมชาติของชาติไทย เป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินไทยเรา การดูดทรายส่งให้สิงคโปร์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นการขนแผ่นดินไทยไปให้สิงคโปร์ นี่ไม่ใช่การขายชาติขายแผ่นดิน แต่เป็นการยกแผ่นดินไทยไปให้สิงคโปร์ นี่ซิถึงจะเรียกว่า "คนทรยศชาติ ทรยศต่อผืนแผ่นดินไทย"

Reply to This ตอบข้อความนี้

ทรายที่ถูกดูดขึ้นมานี้ จะถูกขนส่งข้ามประเทศให้กับสิงคโปร์ เป็นการส่งทราออกนอกประเทศ ทรายก็เป็นทรัพยากรธรรมชาติของชาติไทย เป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินไทยเรา การดูดทรายส่งให้สิงคโปร์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นการขนแผ่นดินไทยไปให้สิงคโปร์ นี่ไม่ใช่การขายชาติขายแผ่นดิน แต่เป็นการยกแผ่นดินไทยไปให้สิงคโปร์ นี่ซิถึงจะเรียกว่า "คนทรยศชาติ ทรยศต่อผืนแผ่นดินไทย"

คุณธนาคูล พูดถูกการยกผืนดินผืนทรายให้ต่างชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถือเป็นคนทรยศชาติ ทรยศต่อผืนแผ่นดินไทย แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาลที่พลเอกเปรม สนับสนุนอย่างเต็มที่และชื่นชมว่าเป็นคนดี เอ! ชักสงสัยว่า พลเอกเปรมอาจมีการเรียนรู้ที่ผิดพลาด (หรือไม่ก็อาจเป็นคนเชื้อสายต่างชาติพลัดถิ่นมาอยู่ในไทย) เห็นการยกแผ่นดินให้ต่างชาติเป็นเรื่องดี (เพราะก่อนนี้รัฐบาลนี้ก็ยกให้กัมพูชาและมาเลเซีย) แต่ในขณะที่พลเอกชวลิตไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เคยมีผลงาน (จากไทยรักไทย พลังประชน) ในการช่วยเหลือประเทศชาติ ไถ่ถอนประเทศคืนจากไอเอ็มเอฟ ทำให้ประชาชนมีรายได้ อยู่ดีกินดีชีวิตมีความสุข เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์จนโด่งดังไปทั่วโลก พลเอกเปรม กลับบอกว่าพลเอกชวลิตจะทรยศชาติ

ในเมื่อพลเอกเปรม เป็นคนที่มีความคิดวิจารณญาณเห็นการบ่อนทำลายชาติเป็นเรื่องดี เห็นการทำงานเพื่อประเทศและประชาชนเป็นเรื่องทรยศชาติ ก็ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเลิกสนใจฟังคำพูดของคนนี้ เพราะไม่เกิดประโยชน์ มีแต่ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองวุ่นวาย เสียหาย คนดีต้องถูกรุมเล่นงาน คนชั่วกลับได้รับการยกย่อง

ดังนั้น จากนี้ไป หากใครสนับสนุนยกย่องพลเอกเปรม ก็คงไม่ต้องสงสัยว่าเป็นคนประเภทเดียวกัน ที่เห็นเรื่องการยกชาติยกแผ่นดินไปให้ชาติอื่นเป็นเรื่องดี ในขณะที่คนในชาติไม่มีที่จะอยู่จะกินเพราะความยากจนจากการกระทำของคนที่พลเอกเปรมสนับสนุน

Reply to This ตอบข้อความนี้

การยกทรัพยากรธรรมชาติของประเทศจำนวนมาก ๆ เช่นนี้ให้ต่างประเทศฟรี ๆ สามารถตัดสินใจได้แค่ อบต. หรอกเหรอประเทศไทย อบต.ไม่ผิดหรอก แต่คนที่ใหญ่กว่า อบต. โดยเฉพาะรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะเคยอ่านหนังสือพิมพ์บอกทราย จำนวนมากเท่านี้ขายได้เป็นพัน ๆ ล้าน แล้วยกให้เขาฟรี ๆ ไม่สนใจความเดือดร้อนของคนในประเทศที่แผ่นดินจะจมบ้างหรือ ดูสมุทรปราการสิผืนดินหายไปเป็นสิบกิโลแล้ว

Reply to This ตอบข้อความนี้

การขนทรายเป็นจำนวน 21 ล้านคิวบิกเมตร รัฐบาลก็เพิกเฉยไม่รู้ไม่เกี่ยวข้องเช่นกัน ผืนทรายในแผ่นดินไทยมันก็คือทรัพย์สินของแผ่นดินนะ แล้วรัฐบาลรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำไมปล่อยให้สิงค์โปร์มาขุดขนไปฟรี ๆ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะปฎิเสธความรับผิดชอบทุกเรื่อง แล้วท่านเข้ามาเป็นรัฐบาลทำไมทำไมไม่ปล่อยให้รัฐบาลไทยรักไทยที่เค้ามีความรับผิดชอบอยู่บริหารประเทศไป ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ไม่ว่าจะเรื่องเหล้า บุหรี่ หวยบนดินฯลฯ อะไรที่เป็นรายได้ให้กับประเทศพรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาขัดขวางหมดทุกเรื่อง แต่พอตนเองมาเป็นรัฐบาลอะไรที่เป็นความเสียหายกับประชาชนและประเทศชาติ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แล้วก็บอกว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยว แล้วจะมาเป็นรัฐบาลทำไม??????????????????????????

Reply to This ตอบข้อความนี้

ชมรายการ "พินิจนคร" ของคุณนิธิ สมุทรโคจร พาไปชมบริเวณชายฝั่งที่สมุทรปราการที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนผืนดินหายไปราว 12 กิโลเมตร (จำตัวเลขไม่แน่นอนแต่ราว ๆ นี้) ทุกวันนี้น้ำทะเลกัดเซาะกำแพงวัดขุนจีน วัดเก่าแก่ ต้องเอาเสาไฟฟ้าเก่าของการไฟฟ้าและยางรถยนต์เก่าไปทำแนวกันคลื่นแต่ก็ทำได้แค่ให้คลื่นเบาลงเท่านั้น ประชาชนเดือดร้อนมากอพยพหนีไม่รู้กี่ครอบครัวแล้ว

ความจริงถ้า อบต.บางนายสีและชาวอ.ตะกั่วป่าไม่อยากได้ทรายปากแม่น้ำตะกั่วป่า ก็ขนมาให้ปากน้ำสมุทรปราการนี่เลยจะได้ไม่ผิดกฎหมายเพราะขนทรัพยากรออกนอกประเทศ และยังเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของทั้งวัด ทั้งคน ที่สมุทรปราการด้วย

แต่ถ้ามีอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ หรือเกินอำนาจ อบต.บางนายสี และจ.พังงาจะตัดสินใจได้ ก็คงต้องแล้วแต่รัฐบาลอภิสิทธิ์แห่งประชาธิปัตย์ว่า จะเห็นแก่สิงคโปร์หรือเห็นแก่พี่น้องชาวสมุทรปราการ

Reply to This ตอบข้อความนี้

จะเกิดอะไรขึ้นกับชายหาดทะเลพังงาสวยๆ เมื่อมีการดูดทรายถึง 21,000,000 คิวบิกเมตร ผลกระทบต่อสภาพภูมิประเทศ สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศน์ที่จะเกิดขึ้น จังหวัดพังงาจะสูญเสียชายฝั่งทะเล ชายหาดสวยๆ แหล่งท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเที่ยวนำเงินมาใช้จ่าย ช่วยให้ประชาชนมีรายได้มากมาย แล้วใครจะรับผิดชอบกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น ........นายทิวาโชค นายกอบต.บางนาสี............นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี...........

Reply to This ตอบข้อความนี้

อุทกภัยที่เกิดกับพี่น้องชาวใต้ขณะนี้ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว
แล้วถ้ามีการขุดขนทรายไปถึง 21 ล้านคิวบิกเมตร(หรือ 2 ล้านเที่ยวรถสิบล้อ)ตามที่เป็นข่าวจริงสภาพภูมิประเทศ บริเวณผืนดินที่ถูกขุดขนไปต้องเกิดการทรุดตัว ถ้าฝนตกหนักน้ำ้ท่วมคงจะร้ายแรงกว่านี้เยอะนะ

Reply to This ตอบข้อความนี้

Reply to This ตอบข้อความนี้

Administrator Administrator created this Ning Network.

INTERNATIONAL UDD VISITORS

© 2009   Created by Administrator on Ning.   Create a Ning Network!

 |   |   |  Terms of Service

Sign in to red chat เข้าสู่ระบบเพื่อสนทนา
เปิดใช้งานตั้งแต่29/ต.ค./51 คนเสื้อแดง ท่านออนไลน์ขณะนี้





























Get your own Chat Box! ห้องแชทเต็มรูปแบบคลิก!
ห้องสนทนาคนเสื้อแดง UDDTODAY